25Jan/16
Readrink

วาเลนไทน์นี้ชวนคนเหงามาดริ้งประสาคนรักหนังสือกับ Readrink ครั้งที่ 1 by Book Club Party

ร้านหนังสือ Readery รวมกับ อรรถ บุนนาค และ The Reading Room, Bangkok จัดงานชุมนุมหนังสือสุดคูล! อ่านไป จิบไป ในวันแห่งความรัก

Continue reading

23Jan/16
5 Kazakh Eagle hunter 1

พรานอินทรีทองแห่งมองโกเลีย

เพราะชาวมองโกลเป็นชนเผ่าเร่ร่อนที่อยู่กับการเลี้ยงสัตว์เป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นเหตุให้พวกเขามีความผูกพันกับสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่ามากกว่าชนชาติกสิกรรมทั้งหลายแหล่นั่นล่ะครับ ซึ่งแน่นอนว่านอกจากชาวมองโกลจะเลี้ยงสัตว์เก่งแล้ว พวกเขาก็เป็นยอดนักล่าแห่งทุ่งหญ้าด้วยเหมือนกัน จึงทำให้เขารินำสัตว์ป่ามาฝึกเป็น “ผู้ช่วย” หรือสัตว์เลี้ยงในการล่าสัตว์ไปด้วยเช่นกันล่ะครับ

สำหรับสัตว์นักล่าที่พวกมองโกลใช้ในการล่าสัตว์นั้นก็มีน้องหมา (ฮา) เหยี่ยว และอินทรีครับ โดยหมานั้นเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงที่ชาวมองโกลแทบทุกกระโจมล้วนมีเลี้ยงไว้เพื่อช่วยเฝ้ายามและต้อนสัตว์เป็นทุนเดิมอยู่แล้วล่ะครับ แต่ก็ยังสามารถนำพวกมันออกไปล่าสัตว์ด้วยเหมือนกัน

ส่วนในกรณีของนกนักล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะคนที่จะเลี้ยงนกนักล่าได้นั้นจะต้องเป็นนักรบชั้นสูงเท่านั้นล่ะครับ เนื่องจากชาวมองโกลนับถือนกนักล่าพอๆกับหมาป่าน ด้วยเขาถือว่ามันเป็นสัตว์สัญลักษณ์แห่งฟ้าเบื้องบนอันยิ่งใหญ่นั่นเอง จึงมีแต่ชนชั้นสูงเท่านั้นจะมีปัญญาเลี้ยงเพื่อประดับบารมีของวงศ์ตระกูล ส่วนไอ้พวกไพร่ทั้งหลาย – อดจ้ะ

5 Kazakh Eagle hunter 3


หลายคนอาจจะสงสัยว่า ถ้าอยากได้พวกมันมาใช้งานจะทำยังไง?

พวกก็ต้องปีนขึ้นเขาหรือหน้าผาไปเอาตัวลูกนกมาจากพ่อแม่มันเอาเองอีกต่างหากน่ะสิครับ ซึ่งในการไปเอาตัวลูกนกมาแต่ละทีก็มี “ตาย” กันทุกทีล่ะ แต่ไม่ใช่ว่าลูกนกตายหรอกครับ – คนนี่แหละ ตาย!

ถามว่ามันจะโหดร้ายอะไรขนาดนั้น?

โถ มันจะไม่โหดได้ไงล่ะครับ ก็เหยี่ยวกับอินทรีแห่งทุ่งหญ้ามันไม่ใช่เหมือนเหยี่ยวหรืออินทรีบ้านเราซะที่ไหนล่ะครับ เพราะพวกเล่นทำรังอยู่บนหน้าผาสูงๆโน่น พอคนปีนขึ้นไปเอาแต่ละทีก็ต้องภาวนากันล่ะครับว่าจะลงจากหน้าผาในสภาพไหนกันล่ะ (วะ)

ถ้าดวงดีก็ได้ลูกนกกลับไป และอาจได้แผลเหวอะเพราะโดนพ่อแม่มันจิกตีนิดหน่อย แต่ถ้าดวงซวยพองามก็คือได้แผล – ไม่ได้นก – แต่ถ้าซวยอิ๋บอ๋าย ก็โดนจิกเข้าเบ้าตาจนเสียหลักร่วงลงไปเป็นซากให้มันกินที่ข้างล่างนั่นแหละ!
ไอ้นกเหยี่ยวนับว่าโหดสัสแล้ว นกอินทรีนี่ยิ่งโหดไปกันใหญ่ครับ เพราะนกอินทรีแห่งทุ่งหญ้านั้นตัวพอๆขนาดเด็กสองสามขวบเลยนะครับ แถมปีกถึงปีกก็กว้างเกือบ ๓ เมตร เกิดมีใครไปแหยมล่ะก็…

5 Kazakh Eagle hunter 8


ถ้าพวกไม่สามัคคีชุมนุมมารุมจิกเราจนตายล่ะก็ มันก็จะโฉบรั้งดึงผู้คุกคามทิ้งลงหน้าผาไปเลย – โหดไหมล่ะท่านผู้อ่าน

ดังนั้น ในสังคมมองโกลจึงถือว่านกอินทรีเป็นสัตว์ชั้นสูง และคนที่จะเลี้ยงนกอินทรีได้จะต้องเป็นระดับข่านหรือราชสกุลที่มีไพร่ในสังกัดมากพอที่จะมีปัญญา (สละชีวิต) ไปปีนขึ้นหน้าผาไปอุ้มเอาลูกนกมาเท่านั้นล่ะครับ

ถามว่าจะเลี้ยงหมาเลี้ยงนกไปล่าตัวอะไร?

ถ้าอย่างหมากับเหยี่ยวก็เอาไว้ล่าสัตว์เล็กจนถึงสัตว์ขนาดกลางอย่างตัวมาร์มอท (ตัวอ้นใหญ่แห่งทุ่งหญ้ามองโกล) ละมั่ง แพะป่า และหมาจิ้งจอก แต่นกอินทรีนั้นมีเพื่อล่าสัตว์ขนาดกลางที่มีนิสัยดุร้ายอย่างหมาป่า หรือกวางป่าโดยเฉพาะเลยล่ะครับ

อย่างไรก็ตาม นอกจากจะเลี้ยงหมา นกเหยี่ยวและอินทรีในการล่าสัตว์แล้ว ยังมีหลักฐานยืนยันว่าพวกมองโกล “เลี้ยงเสือ” ไว้ล่าสัตว์ด้วยนะครับ!

เอ้อ เรื่องจริงนะเออ เพราะในช่วงที่จักรวรรดิมองโกลแผ่ขยายอำนาจปกครองเอเชียกลางและเปอร์เซียแล้ว ราชสำนักมองโกลก็ได้รับอิทธิพลการเลี้ยงเสือไว้ล่าสัตว์ของพวกมุสลิมเปอร์เซียเข้ามาด้วย โดยเสือที่พวกมองโกลเลี้ยงไว้ล่าสัตว์นั้น ในบันทึกของมาร์โคโปโลบอกว่าเป็น “เสือดาว” ครับ แต่พอผมไปค้นดูอย่างละเอียดแล้วพบว่า จริงๆแล้วมันคือ “เสือชีต้าห์” ครับ เพราะครั้งหนึ่้งเสือชีต้าห์เคยเพ่นพ่านอยู่เต็มทุ่งหญ้าในเอเชียกลางไปจรดทะเลทรายเปอร์เซียมาก่อนนั่นเอง

ดังนั้น ชาวมองโกลก็เลยเอาเสือชีตาห์มาเลี้ยงไว้เพื่อใช้ล่าสัตว์ขนาดกลางอย่างละมั่ง แพะป่าเหมือนอย่างหมานั่นล่ะครับ แต่ไม่เพียงเท่านั้่น ในบันทึกของมาร์โค โปโลยังบอกอีกว่า ไม่เพียงแต่เลี้ยงเสือดาว (คือเสือชีต้าห์) ไว้ล่าสัตว์เท่านั้น หากแต่ยังเลี้ยงสิงโตเอาไว้ล่าสัตว์ด้วย!

เรื่องจริงครับ ผมค้นอ่านเจอเองกับตัวก็ยังตะลึงเลยว่าพ่อจะเลี้ยงสิงโตไว้ล่าตัวอะไรวะนั่น ซึ่งพี่มาร์โค โปโลก็บอกว่าพวกมองโกลเลี้ยง “สิงโตที่มีสีสันประหลาด คือมีสีน้ำตาลออกแดง มีลายดำคาดตามลำตัวเพื่อล่าหมีโดยเฉพาะ”

ชัดเลยครับ ไอ้สิงโตที่ว่านั้นมันก็คือ “เสือโคร่งอามูร์” (เสือโคร่งไซบีเรีย) หรือไม่ก็ “เสือโคร่งแคสเปียน”ที่สูญพันธุ์ไปแล้วนั่นล่ะครับ ซึ่งพวกก็มีไว้เพื่อล่าสัตว์ใหญ่อย่างหมีสีน้ำตาลยูเรเซียนที่ตัวบักเอ้กมีส่วนสูงถึง ๓ เมตรกว่าๆนั่นล่ะครับ!

พ่อคุณช่างจะสรรหาสัตว์เลี้ยงจริงจริ๊ง…

แต่เมื่อจักรวรรดิมองโกลล่มสลายลงแล้ว ธรรมเนียมการล่าสัตว์ของชาวมองโกลก็ค่อยๆสูญหายไป เหลือแต่เพียงชนกลุ่มน้อยตามตะเข็บชายแดนมองโกเลียอย่างพวกคาซัคแห่งเทือกเขาอัลไตที่ยังคงเลี้ยงนกอินทรีเอาไว้เพื่อล่าหมาป่าตราบจนทุกวันนี้นี่แล

5 Kazakh Eagle hunter 7 5 Kazakh Eagle hunter 6 5 Kazakh Eagle hunter 5 5 Kazakh Eagle hunter 45 Kazakh Eagle hunter 9

เรียบเรียงเนื้อหาโดย : แมวน้ำ

ที่มาภาพประกอบ
: http://edition.cnn.com/2012/07/24/asia/gallery/kazakhstan-eagle-hunters/index.html
: http://northof49photography.com/2017-golden-eagle-festival-photo-tour/

21Jan/16
2 Dracoraptor 1

ดราโคแรปเตอร์ ,การค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ยุคจูราสสิคที่เก่าแก่ที่สุด

2 Dracoraptor 3

ไดโนเสาร์สกุลใหม่ของโลกถูกค้นพบในดินแดนทางตอนใต้ของแคว้นเวลส์ ,สหราชอาณาจักร ซึ่งฟอสซิที่ค้นพบนั้นช่วยให้คำตอบเกี่ยวกับคำถามด้านวิวัฒนาการของไดโนเสาร์กินเนื้อกลุ่มเทอโรพอดยุคแรก ๆ

ในปีคศ.2014 นักบรรพชีวินวิทยาสองท่าน ได้ทำการขุดค้นฟอสซิลในชั้นหินตะกอนในบริเวณชายหาดเลเวอร์น็อค(Lavernock beach) ใกล้เมืองเพนาร์ท(Penarth) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแคว้นเวลส์ ชั้นตะกอนดังกล่าวเป็นชั้นตะกอนที่ก่อตัวขึ้นในช่วงต้นยุคจูราสสิค เมื่อประมาณ 200 ล้านปีก่อน

ฟอสซิลที่ค้นพบคือชิ้นส่วนของเศษกระโหลก ฟันทรงเขี้ยวที่มีรอยใบเลื่อยด้านหลังซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไดโนเสาร์ในกลุ่มเทอโรพอด หรือกลุ่มไดโนเสาร์กินเนื้อ นอกจากนั้นยังพบชิ้นส่วนบางส่วนของกระดูกสันหลัง ขา หาง และเล็บเท้า ซึ่งประมาณการว่าชิ้นส่วนดังกล่าวมีความสมบูรณ์ประมาณ 40% ของร่างกายทั้งหมด ซึ่งเมื่อจำลองขนาดแล้ว ไดโนเสาร์ดังกล่าวจะเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อเดินด้วยสองขาหลัง ที่สูง 70 เซนติเมตร และยาวจากหัวจรดหางประมาณ 2 เมตร ลักษณะเอกลักษณ์ดังกล่าวที่ไม่เหมือนฟอสซิลที่ค้นพบมาก่อน นักบรรพชีวินวิทยาจึงได้ตั้งเป็นไดโนเสาร์สกุลใหม่ที่มีชื่อว่า ดราโคแรปเตอร์ ฮานิเกนี่ (Dracoraptor hanigani) ซึ่งเป็นการสมาสคำละตินที่หมายถึง มังกรนักขโมย

ดราโคแรปเตอร์อาศัยอยู่ในดินแดนแคว้นเวลส์ในช่วง 200 ล้านปีก่อน ซึ่งในเวลานั้นยุโรปตะวันตกได้ทอดตัวเป็นแนวยาวจรดทวีปอเมริกาเหนือ โดยมีหุบเขาทรุดทอดตัวคั่นกลางซึ่งค่อยๆแยกตัวออกเป็นมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือในอีก 50 ล้านปีต่อมา ในป่าชื้นที่อบอุ่นและอุณหภูมิของบรรยากาศที่สูงกว่าปัจจุบันนั้นเหมาะสมกับสัตว์เลื้อยคลานที่จะดำรงชีวิต โดยที่ดราโคแรปเตอร์เป็นนักล่าขนาดเล็กที่ล่าสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก แมลง และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคแรกๆ

ความสำคัญของดราโคแรปเตอร์นั้นก็คือมันเป็นหลักฐานของไดโนเสาร์กินเนื้อที่เ่ก่าแก่ที่สุดในยุคจูราสสิค ยุคที่ถัดมาจากยุคไทรแอสสิคที่ไดโนเสาร์ได้ก่อกำเนิด และสูญพันธุ์ไปจำนวนมากพร้อมๆกับสัตว์บกอีกหลายตระกูลในช่วงการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ปลายยุคไทรแอสสิค ดราโคแรปเตอร์นั้นจึงเป็นหลักฐานที่ช่วยอธิบายถึงการวิวัฒนาการของไดโนเสาร์กินเนื้อยุคจูราสสิคที่ค่อย ๆ กระจายตัวไปทั่วโลก และแตกสาขาความหลากหลายของสายพันธุ์จนกลายเป็นสัตว์กลุ่มหลักที่ครอบครองทวีปทั้งหมดตลอดช่วงมหายุคมีโซโซอิค จนกระทั่งสูญพันธุ์จนหมดในช่วงปลายยุคครีเตเชียสเมื่อประมาณ 66 ล้านปีก่อน

หลักฐานฟอสซิล

2 Dracoraptor 4 2 Dracoraptor 10 2 Dracoraptor 9 2 Dracoraptor 8 2 Dracoraptor 7 2 Dracoraptor 6 2 Dracoraptor 5

แบบจำลองร่างกายจากฟอสซิล

2 Dracoraptor 112 Dracoraptor 12 2 Dracoraptor 2

 

เรียบเรียงเนื้อหาโดย : guin

ที่มาภาพประกอบ
: National Museum of Wales

:http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-3407080/Oldest-Jurassic-dinosaur-named-Hanigan-dragon-robber.html

20Jan/16
bit-book-fest

มีผลงาน อย่าเก็บไว้คนเดียว เอามาปล่อยในเทศกาลหนังสือทำมือ “พิมพ์ครั้งที่ 1”

มีงานเขียนดีๆ อย่าเก็บไว้อ่านคนเดียว ปล่อยพลังจินตนาการมาทำหนังสือของตัวเอง ด้วยฝีมือทั้งหมดของตัวเอง กับงานเทศกาลหนังสือทำมือครั้งแรกของไทย

Continue reading

20Jan/16
4 Lip plate Surma 8

เผ่ามูร์ซี กับความงามของแผ่นจานบนริมฝีปากล่าง

ในตอนลึกของหุบเขาและที่ราบสูงของดินแดนโบราณของกาฬทวีปอย่างเอธิโอเปีย ชนเผ่าหลายต่อหลายชนเผ่าอาศัยอยู่ในดินแดนป่าโปร่งสลับทุ่งกว้างแห่งนี้โดยการเป็นพรานป่า เลี้ยงสัตว์ สลับกับการเพาะปลูกไร่เลื่อนลอย วัฒนธรรมของเผ่าต่าง ๆ ที่บ่มเพาะมานานหลายร้อยหลายพันปีได้สร้างอัตลักษณ์เฉพาะของความงาม ที่ยากจะมีชนเผ่าใดคิดลอกเลียนแบบตาม

เผ่ามูร์ซี เป็นชนเผ่าเล็ก ๆ ที่มีประชากรเพียง 7,500 คน กระจายตัวอยู่ในเอธิโอเปีย การดำรงชีวิตแบบเลี้ยงสัตว์กึ่งเร่ร่อน ทำให้เกิดวัฒนธรรมความเชื่อบางประการเกี่ยวกับความงามขึ้น นั่นคือการยืดขนาดของริมฝีปากของหญิงสาวโดยการใช้จานดิน (Lip plates)

4 Lip plate Surma 4

จานดิน(และรวมถึงแผ่นไม้เกลากลมแบน) เป็นเครื่องมือหนึ่งในกรรมวิธียืดริมฝีปากล่าง ที่จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อหญิงสาวในเผ่ามูร์ซีเริ่มแตกเนื้อสาว และเข้าสู่พิธีการหมั้นหมาย และเตรียมตัวสู่ขอในปีถัดไป โดยเริ่มต้น ริมฝีปากล่างของหญิงสาวเหล่านี้จะถูกยัดด้วยแผ่นไม้กลม ๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 เซนติเมตรก่อน ซึ่งมันจะค่อยปรับให้กล้ามเนื้อริมฝีปากล่างที่หยุ่น ให้ยืดแผ่ออกไปทีละน้อย ๆ โดยจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อปรับสภาพ ก่อนจะเปลี่ยนไปใช้แผ่นไม้ หรือแผ่นโคลนปั้นเป็นจานแบนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งจานดินดังกล่าวก็กว้างมากกว่า 20 เซนติเมตร และทำให้เกิดรูโหว่ในริมฝีปากของหญิงสาวทั้งหลาย เนื่องมาจากการฉีกขาดเพราะถูกยืดเกินขนาดนี่เอง

กระบวนการยืดขนาดนี้จะใช้เวลาตั้งแต่ 6-12 เดือน จนกระทั่งริมฝีปากนั้นกว้างมากพอจะบดบังต้นคอได้ และเมื่อพอใจกับขนาดของริมฝีปากนั้นมากพอแล้ว จานดินก็จะถูกเปลี่ยนครั้งสุดท้ายกลายเป็นจานดินแต้มสีหรือประดับลายริ้วที่งดงาม

ในวัฒนธรรมของชาวมูร์ซี จานดินดังกล่าวที่ทำมานั้นเป็นเครื่องต่อรองสินสอดที่เจ้าบ่าวจะต้องมาสู่ขอ ซึ่งสินสอดที่ว่านั้นคือปริมาณฝูงปศุสัตว์อย่างวัว หรือแพะ ที่ยิ่งริมฝีปากของเจ้าสาวกว้างแผ่ขยายมากเท่าไร ก็ยิ่งต่อรองได้ฝูงปศุสัตว์เหล่านี้มากขึ้นเท่านั้น นั่นทำให้หญิงสาวชาวมูร์ซียังคงนิยมการยืดริมฝีปากนี้อยู่ ในขณะที่วัฒนธรรมดังกล่าวในกลุ่มชนเผ่าอื่น ๆ ทั้งในแอฟริกา อเมริกาใต้ และแถบขั้วโลกเหนือนั้นพากันทยอยยุติไปในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา

4 Lip plate Surma 5 4 Lip plate Surma 6

4 Lip plate Surma 7 4 Lip plate Surma 2

 

เรียบเรียงเนื้อหาโดย : guin

ที่มาภาพประกอบ

: http://pixdaus.com/a-woman-of-the-mursi-tribe-in-southern-ethiopa-with-the-dist/items/view/296472/

: http://www.crazyaboutphoto.com/2014/02/05/mursi-tribe-marcher/

: https://joyrobin.wordpress.com/2013/10/18/a-week-in-the-human-zoo/